ชม VDO Clip Online
ได้ที่นี่ครับ
เรื่องที่ 1. ความรู้เรื่องการจัดฟัน
เรื่องที่ 2. จัดฟัน...เพราะจำเป็น หรือ แฟชั่น?
เรื่องที่ 3. คาง...ใครว่าไม่สำคัญ
คำแนะนำในการถาม-ตอบปัญหาจัดฟัน
1. ตรวจดูว่าคำถามที่ท่านต้องการถามมีอยู่ในหัวข้อทางทันตกรรมจัดฟันที่มีผู้ถามบ่อย
ๆ
ข้างล่างนี้หรือไม่
2. หากไม่สามารถหาคำตอบได้ สามารถตั้งคำถามโดย คลิกที่นี่
หรือถามทางโทรศัพท์ได้ที่หมายเลข 089-696-2233
3.ทันตแพทย์ผู้ตอบปัญหากรุณาใช้ชื่อจริงเพื่อให้ผู้ป่วยมั่นใจว่าเป็นคำตอบที่เชื่อถือได้จาก
ทันตแพทย์ผู้ให้การรักษาทางทันตกรรมจัดฟัน
หัวข้อสารพันคำถาม-คำตอบ
การจัดฟันและทันตแพทย์ผู้ให้การรักษาทางทันตกรรมจัดฟัน
-การจัดฟันคืออะไร เพื่ออะไร
-ทันตแพทย์จัดฟันคือใคร
-บทบาทของทันตแพทย์ทั่วไปต่อการจัดฟันมีอย่างไร
การสบฟันผิดปกติ
-การสบฟันผิดปกติเกิดจากสาเหตุอะไร
-ลักษณะของการสบฟันผิดปกติเป็นอย่างไร
การวางแผนการจัดฟัน
-อายุเท่าไรควรเริ่มจัดฟัน
-การปรึกษา, วินิจฉัย และวางแผนการรักษาก่อนจัดฟันคืออะไร
-ควรตรวจสุขภาพฟันก่อนจัดฟันอย่างไร
-ทำไมต้องถอนฟัน
-รูปหน้ากับการจัดฟัน
-การจัดฟันใช้ระยะเวลาและมีค่าใช้จ่ายเท่าไร
-ข้อแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้จากการจัดฟัน
เครื่องมือจัดฟัน
-ชนิดของเครื่องมือจัดฟันมีกี่แบบ อย่างไร
-การทำงานของเครื่องมือจัดฟันแบบติดแน่น
-เครื่องมือจัดฟันสีเหมือนฟัน
-ลวดจัดฟัน
-ยางแยกฟัน
-เครื่องมือขยายขากรรไกรบน
-หนังยางดึงฟัน
-Headgear
-รีเทนเนอร์
-ฟันเคลื่อนได้อย่างไร
-อาการเจ็บจากการจัดฟัน
-การจัดฟันร่วมกับการผ่าตัดขากรรไกร
-ขั้นตอนในการจัดฟันร่วมกับการผ่าตัดขากรรไกร
การจัดฟันคืออะไร เพื่ออะไร
การจัดฟัน (Orthodontics) เป็นสาขาหนึ่งในทางทันตกรรม ที่ให้การวินิจฉัย ป้องกัน
และรักษาความผิดปกติ
ของการเรียงฟัน และการสบฟัน
รวมทั้งปัญหาความผิดปกติของขนาดและความสัมพันธ์ของขากรรไกรต่อใบหน้า
การจัดฟัน เป็นการรักษาเพื่อให้มีการสบฟันที่ดีขึ้น
เพื่อการบดเคี้ยวอาหารที่มีประสิทธิภาพ
รวมทั้งลดอัตราเสี่ยงในการเกิดฟันผุหรือโรคเหงือกอันเนื่องมาจากความลำบากในการทำความสะอาดฟันและเหงือก
ในบริเวณที่ฟันเรียงตัวผิดปกติ
หลีกเลี่ยงการเกิดการสึกของฟันที่ผิดปกติจาการเรียงฟันหรือสบฟันที่ไม่เหมาะสม
นอกจากนี้ยังอาจช่วยส่งเสริมบุคลิกภาพจากการที่มีฟันเรียงกันสวยงาม
TOP
ทันตแพทย์จัดฟันคือใคร
ทันตแพทย์ผู้ให้การรักษาทางด้านทันตกรรมจัดฟัน (Orthodontist)
คือทันตแพทย์ที่ได้รับการศึกษาต่อเฉพาะทางจัดฟัน
จากมหาวิทยาลัยหรือสถาบันที่มีหลักสูตรอย่างน้อย 2 ปี และได้รับการรับรองจาก ก.พ.
เพื่อให้มีความรู้ความสามารถในการวินิจฉัย ป้องกัน และรักษาความผิดปกติในการสบฟัน
ทันตแพทย์ผู้ให้การรักษาทางด้านทันตกรรมจัดฟันที่เป็นสมาชิกของสมาคมทันตแพทย์จัดฟันแห่งประเทศไทย
มีชื่ออยู่ในรายชื่อดังนี้
รายชื่อสมาชิกของสมาคมทันตแพทย์จัดฟันบน web มีเพื่อให้ผู้ป่วยตรวจดูด้วยตัวเอง
อย่างไรก็ตามทางสมาคมไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับสถานพยาบาล หรือรายชื่อทันตแพทย์จัดฟันในแต่ละแหล่งที่จะให้ได้
การเลือกสถานพยาบาลจึงขอให้ผู้ป่วยพิจารณาจากปัจจัยหลาย ๆ ประกอบกัน เช่นค่าใช้จ่าย
ความสะดวกในการเดินทาง และทันตแพทย์ผู้ให้การรักษา เป็นต้น
โดยทั่วไปสถานพยาบาลของรัฐจะมีค่าใช้จ่ายต่ำกว่าคลินิกเอกชนแต่อาจจะไม่สะดวกในการเดินทางและเวลาที่ต้องรอคอยบริการ
คณะทันตแพทย์ตามมหาวิทยาลัยต่าง ๆ
รับให้การรักษาโดยคำนึงถึงหลักวิชาการเป็นสำคัญและมีค่าใช้จ่ายไม่มาก เป็นต้น
TOP
บทบาทของทันตแพทย์ทั่วไปต่อการจัดฟันมีอย่างไร
ทันตแพทย์ทั่วไปดูแลทันตสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วยโดยการตรวจเช็คฟัน
และขูดหินปูนเป็นระยะ
หาก ตรวจความผิดปกติในการสบฟัน
ทันตแพทย์จะส่งผู้ป่วยมารับคำปรึกษาและการรักษาจากทันตแพทย์ผู้ให้การรักษาทางด้านทันตกรรมจัดฟัน
อย่างไรก็ตามหากทันตแพทย์ทั่วไปจะให้การรักษาทางทันตกรรมจัดฟันแก่ผู้ป่วย
ก็สามารถทำได้ตามกฎหมาย
หากแต่ต้องพิจารณาในการรักษาเฉพาะในกรณีที่เหมาะสมที่ทันตแพทย์ผู้นั้นมีความรู้ความสามารถที่จะทำได้
โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ป่วยเป็นสำคัญ
TOP
การสบฟันผิดปกติเกิดจากสาเหตุอะไร
มีสาเหตุหลัก 2 ประการคือ กรรมพันธุ์ และสิ่งแวดล้อม
สาเหตุทางกรรมพันธุ์ เกิดจาการถ่ายทอดลักษณะของฟัน, จำนวนซี่ฟัน,
และขนาดและตำแหน่งของขากรรไกร
จากพ่อแม่มายังลูก ได้แก่ ฟันหาย ฟันเกิน
ความไม่สัมพันธ์กันระหว่างขนาดฟันและขนาดของขากรรไกร เช่น
ฟันที่มีขนาดใหญ่ในขากรรไกรที่เล็ก จะทำให้เกิดความซ้อนเกของฟัน หรือในทางกลับกัน
ฟันที่เล็กแต่มีขากรรไกรใหญ่จะเกิดช่องห่างระหว่างฟันได้
นอกจากนี้ความผิดปกติของการสบฟันที่เกิดจาก ความผิดปกติแต่กำเนิด
เช่นปากแหว่งเพดานโหว่ มีการถ่ายทอดทางพันธุกรรมเช่นกัน
สาเหตุทางสิ่งแวดล้อม เช่น การมีนิสัยผิดปกติ เช่น ดูดนิ้ว, หายใจทางปาก,
การดุนฟันจากลิ้น, การสูญเสียฟันและไม่ได้ทดแทนทำให้ฟันข้างเคียงล้ม หรือ
การเกิดอุบัติเหตุบริเวณใบหน้า ก็สามารถทำให้เกิดความผิดปกติของการสบฟันได้
TOP
ลักษณะของการสบฟันผิดปกติเป็นอย่างไร
ลักษณะที่พบได้บ่อย ๆ ได้แก่ ฟันซ้อนเก, ฟันยื่น, ฟันห่าง, ฟันสบลึก, ฟันสบเปิด,
ฟันล่างคร่อมฟันบน
TOP
อายุเท่าไรควรเริ่มจัดฟัน
การจัดฟันนั้นสามารถทำได้ทั้งในเด็ก และผู้ใหญ่
ผู้ป่วยควรได้รับการตรวจการสบฟันจากทันตแพทย์ทั่วไปหรือทันตแพทย์ประจำ
และได้รับการส่งต่อมายังทันตแพทย์ผู้ให้การรักษาทางด้านทันตกรรมจัดฟันทันทีที่สังเกตุพบปัญหาการสบฟัน
การจัดฟันส่วนใหญ่มักเริ่มทำในเด็กมีฟันแท้ขึ้นเกือบครบ คืออายุประมาณ 11-13 ปี
อย่างไรก็ตามการแก้ไขปัญหาการสบฟันบางอย่างสามารถทำในช่วงฟันผสม
เพื่อลดความรุนแรงของปัญหาหรือเพื่อป้องกันการไม่ให้เกิดการพัฒนาไปเป็นความผิดปกติที่มีความรุนแรงขึ้น
เช่นการจัดฟันหน้าบางส่วนเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุกระทบกระแทกต่อฟันในกรณีที่ฟันหน้าบนยื่นมาก
ๆ การจัดฟันในชุดฟันผสมมักเป็นการรักษาระยะสั้น และเป็นการจัดฟันบางส่วนเท่านั้น
เมื่อผู้ป่วยเข้าสู่ระยะฟันแท้ ส่วนใหญ่จะจำเป็นต้องได้รับการจัดฟันทั้งปากต่อไป
TOP
การปรึกษา, วินิจฉัย
และวางแผนการรักษาก่อนจัดฟันคืออะไร
ทันตแพทย์จะถ่ายซักถามประวัติ, ตรวจในช่องปาก, เอ็กซ์เรย์ฟันทั้งปากและศรีษะ,
พิมพ์ปากทำแบบจำลองฟัน และอาจถ่ายรูปฟันและใบหน้า
เพื่อเป็นข้อมูลในการวินิฉัยและวางแผนการรักษา ประเมินเวลา และค่าใช้จ่าย
ตลอดจนเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยและผู้ปกครอง (กรณีผู้ป่วยเด็ก) ได้เลือกแผนการรักษา
ถ้ามีแผนที่เป็นไปได้มากกว่า 1 แผน และซักถามข้อสงสัยต่าง ๆ
การปรึกษารวมทั้งการทำประวัติดังกล่าวมิได้เป็นการผูกมัดผู้ป่วย
หากผู้ป่วยต้องการคำแนะนำจากทันตแพทย์ท่านอื่นสามารถนำเอ็กซ์เรย์
และแบบจำลองฟันไปได้ ผู้ป่วยควรศึกษาและสอบถามถึงแผนการรักษา รายละเอียด
ผลข้างเคียง และผลการรักษาที่คาดหมายอย่างละเอียด ก่อนเริ่มจัดฟัน
TOP
ควรตรวจสุขภาพฟันก่อนจัดฟันอย่างไร
ก่อนรับการจัดฟัน ผู้ป่วยต้องได้รับการตรวจช่องปาก หากมีฟันผุจะต้องอุดให้เรียบร้อย
และขูดหินปูนให้สะอาด
หากมีโรคเหงือกจะต้องได้รับการรักษาจนถึงระดับที่ควบคุมโรคเหงือกได้
ระหว่างการจัดฟัน ผู้ป่วยต้องได้รับการตรวจและทำความสะอาดฟันเป็นระยะ ๆ
โดยทันตแพทย์ประจำตัว อย่างน้อยทุก 6 เดือน
การขูดหินปูนระหว่างจัดฟันด้วยเครื่องมือติดแน่นสามารถทำได้โดยไม่ต้องถอดเครื่องมือออก
TOP
ทำไมต้องถอนฟัน
ในกรณีที่ฟันซ้อนเกมากหรือฟันยื่นมาก
การถอนฟันจะทำให้มีช่องว่างเพื่อที่จะเรียงฟันที่ซ้อนเก
และหรือดึงฟันเข้าเพื่อลดความยื่น
โดยช่องที่เกิดจากการถอนฟันเพื่อจัดฟันจะถูกใช้ไปให้หมด โดยไม่ต้องใส่ฟันปลอม
ฟันที่มักถูกถอนเพื่อประโยชน์ในการจัดฟันมักเป็นฟันกรามน้อยที่อยู่หลังฟันเขี้ยว
อย่างไรก็ตามซึ่งฟันบางซี่ที่อาจจะไม่เอื้ออำนวยความสะดวกในการดึงฟันที่เกนัก
แต่มีปัญหา เช่นฟันที่ผุมาก
ฟันที่มีวัสดุอุดใหญ่ หรือฟันที่รูปร่างผิดปกติ
ทันตแพทย์อาจจะพิจารณาถอนฟันเหล่านี้แทน เพื่อเก็บฟันที่ดีที่สุดไว้
แต่ทั้งนี้การรักษาอาจจะใช้เวลายาวนานขึ้นกว่าปกติ หรือ
อาจต้องใช้เครื่องมือพิเศษเพิ่มในการรักษา
TOP
รูปหน้ากับการจัดฟัน
การเปลี่ยนแปลงรูปหน้าหลังการจัดฟัน
เกิดขึ้นได้จากสาเหตุต่อไปนี้ประการใดสาเหตุหนึ่งหรือร่วมกัน
1. การเจริญเติบโตของใบหน้าและขากรรไกร ซึ่งเติบโตมากในช่วงวัยรุ่น
และโตเต็มที่เมื่อ
อายุประมาณ 14-16 ปีในผู้หญิง และ ประมาณ 18 ปีในผู้ชาย
ขนาดของขากรรไกรถูกกำหนดโดยพันธุกรรมเป็นส่วนใหญ่
การจัดฟันด้วยเครื่องมือมีผลต่อการเจริญเติบโตของขากรรไกรในช่วงที่ยังโตไม่เต็มที่
จะสามารถยับยั้งหรือกระตุ้นการเจริญของขากรรไกรบนได้เล็กน้อย
หลังจากช่วงวัยรุ่นไปแล้ว ใบหน้าและขากรรไกรไม่มีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว
แต่บริเวณจมูกและคางจะยังยื่นขึ้นได้เล็กน้อย
เมื่ออายุมากขึ้น
2. การเคลื่อนฟัน เนื่องจากฟันหน้าเป็นส่วนพยุงริมฝีปากไว้ ดังนั้น
การเคลื่อนฟันหน้าไปด้านหน้าหลัง
จะมีผลต่อรูปปากได้ เช่น การถอนฟันและดึงฟันหน้าไปข้างหลังจะมีผลทำให้ริมฝีปากยุบลง
3. การผ่าตัดขากรรไกร สามารถเปลี่ยนแปลงขนาดและรูปร่างของขากรรไกรได้อย่างเด่นชัด
TOP
การจัดฟันใช้ระยะเวลาและมีค่าใช้จ่ายเท่าไร
โดยทั่วไปการรักษาด้วยเครื่องมือติดแน่นใช้เวลาประมาณ 2 ปี
ขึ้นกับความรุนแรงของปัญหา, การเจริญเติบโตของขากรรไกรของผู้ป่วย
รวมถึงความร่วมมือของผู้ป่วย
เพราะการจัดฟันนั้นต้องอาศัยความร่วมมือของผู้ป่วยเป็นหลักในการรักษาความสะอาดฟัน
ดูแลเครื่องมือที่ใช้ และการใส่หนังยางดึงฟันตามที่ทันตแพทย์แนะนำ เป็นต้น
ค่าใช้จ่ายในการรักษาขึ้นกับความรุนแรงของการสบฟันที่ผิดปกติ, เครื่องมือที่ใช้,
ระยะเวลาในการรักษา และสถานพยาบาลที่ไปรับการรักษา เช่นโรงพยาบาลของรัฐ
จะมีค่ารักษาน้อยกว่าคลินิกเอกชน หากมีการผ่าตัดขากรรไกร
ค่ารักษาก็จะสูงขึ้นจากค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดและค่ารักษาตัวในโรงพยาบาล
ค่ารักษาสามารถชำระเป็นส่วน ๆ ได้ ตามแต่นโยบายของแต่ละสถานพยาบาล
ผู้ป่วยสามารถสอบถามได้ก่อนเข้ารับการปรึกษา
ค่าใช้จ่ายในการจัดฟันนั้นไม่ครอบคลุมถึงค่าอุดฟัน ขูดหินปูน ก่อนและระหว่างจัดฟัน
และค่าใช้จ่ายในการถอนฟันหากจำเป็นต้องถอนในแผนการรักษา
TOP
ข้อแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้จากการจัดฟัน
การรักษาต่างๆไม่ว่าในทางการแพทย์หรือทางทันตกรรม
ย่อมมีปัจจัยเสี่ยงและข้อจำกัดด้วยกันทั้งสิ้น ดังนั้นก่อนตัดสินใจรับการรักษา
ผู้ป่วยจึงควรรับทราบและพิจารณาผลเสียต่างๆที่อาจเกิดขึ้นดังต่อไปนี้
1.การเกิดฟันผุ โรคเหงือก และการเกิดจุดด่างขาว(decalcification)บนผิวเคลือบฟัน
ผลเหล่านี้จะเกิดในกรณีที่ผู้ป่วยรับประทานอาหารที่มีน้ำตาลมากเกินไป และ/หรือไม่ทำความสะอาดฟันอย่างถูกวิธีและอย่างสม่ำเสมอ
ซึ่งปัญหานี้ก็เกิดขึ้นได้ตามปกติแม้จะไม่ได้รับการจัดฟัน
แต่การจัดฟันก็จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคดังกล่าวได้มากขึ้น
2.ในผู้ป่วยบางราย อาจทำให้ความยาวของรากฟันลดลงในขณะที่จัดฟัน
ซึ่งโอกาสที่จะเกิดนั้นมีไม่เท่ากันในแต่ละราย ส่วนใหญ่มักเกิดอย่างไม่มีนัยสำคัญ
และจะไม่มีผลกระทบต่อประสิทธิภาพการ บดเคี้ยวอาหาร
3.การเคลื่อนฟัน อาจมีผลต่อสุขภาพของกระดูกและเหงือกที่รองรับฟันอยู่
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่มี
รอยโรคเดิมอยู่แล้ว ในผู้ป่วยที่มีการเรียงตัวของฟันที่ผิดปกติ
การจัดฟันจะช่วยลดการสูญเสียฟัน
หรือการเกิดเหงือกอักเสบได้
ส่วนการเกิดเหงือกอักเสบหรือการเกิดการละลายตัวของกระดูกเบ้าฟัน
จะเกิดได้ในกรณีที่ผู้ป่วยไม่สามารถทำความสะอาดฟันเพื่อกำจัดคราบจุลินทรีย์ออกจากฟันได้หมด
4.ภายหลังการจัดฟันเสร็จแล้ว ฟันอาจมีการเคลื่อนไปจากตำแหน่งที่จัดไว้ได้
ซึ่งมักจะเกิดขึ้นได้เล็กน้อย และเราสามารถลดการเกิดกรณีดังกล่าวได้
โดยการใส่เครื่องมือคงสภาพฟันอย่างสม่ำเสมอและเป็นเวลานานเพียงพอ โดยปกติ
ฟันสามารถเปลี่ยนแปลงตำแหน่งไปในลักษณะที่ไม่ต้องการได้จากหลายสาเหตุ เช่น
การขึ้นของฟันคุด การเจริญเติบโต และ/หรือการเปลี่ยนแปลงไปสู่การเป็นผู้ใหญ่
การหายใจทางปาก การเล่นเครื่องดนตรีบางชนิด และนิสัยผิดปกติบางอย่างในช่องปาก
ซึ่งปัจจัยทั้งหมดที่กล่าวมานี้ เป็นปัจจัยที่ทันตแพทย์ไม่สามารถควบคุมได้
5.ในบางกรณี อาจมีปัญหาเกิดขึ้นที่ข้อต่อขากรรไกร
อันมีผลให้เกิดการปวดที่ข้อต่อดังกล่าว ปวดศีรษะ หรือภายในหู
ซึ่งปัญหานี้อาจจะเกิดขึ้นได้แม้จะไม่ได้รับการจัดฟัน ดังนั้น
ถ้าเกิดปัญหาเหล่านี้ขึ้น
ผู้ป่วยควรจะรีบแจ้งให้กับทันตแพทย์ทราบ
6.ในบางกรณี สำหรับฟันซี่ที่เคยได้รับอุบัติเหตุมาก่อน หรือเคยผุลึกมากๆ
การเคลื่อนฟันอาจมีผลต่อเส้นประสาทที่มาหล่อเลี้ยงฟัน
ทำให้มีอาการมากขึ้นจนต้องทำการรักษาคลองรากฟัน
7.ในบางกรณี เครื่องมือจัดฟันอาจหลุด และคนไข้อาจกลืนลงไปด้วยความบังเอิญ
ซึ่งจะออกจากร่างกายโดยการขับถ่าย
นอกจากนี้เครื่องมือจัดฟันอาจทำให้เกิดการระคายเคือง หรือเกิดแผลบริเวณเหงือก แก้ม
และริมฝีปากได้ ปกติแล้ว
ภายหลังจากการพบทันตแพทย์เพื่อทำการปรับเครื่องมือในแต่ละครั้ง
มักจะทำให้เกิดอาการตึงหรือปวดฟันบ้าง
โดยที่ช่วงเวลาและระดับความรู้สึกดังกล่าวจะไม่เท่ากันในแต่ละราย โดยทั่วไป
ความรู้สึกปวดหรือตึงฟันมักจะค่อยๆลดลงไปภายใน 24-48
ชั่วโมงหลังจากการปรับเครื่องมือ แต่ถ้ามีอาการผิดปกติ หรือมีเครื่องมือหัก
หลุดเกิดขึ้น ผู้ป่วยควรจะแจ้งให้ทันตแพทย์ทราบโดยเร็วเพื่อแก้ไข
หรือป้องกันมิให้เครื่องมือที่หลวมหลุดเข้าคอ
8.ในบางกรณี(ซึ่งเกิดขึ้นน้อยราย) การใช้เครื่องมือทางทันตกรรมจัดฟัน
อาจทำให้เกิดแผลในช่องปาก หรือเกิดการกระทบกระแทกต่อฟันได้บ้าง
ส่วนการสึกของฟันที่ผิดปกติอาจเกิดขึ้นเองได้
ถ้าผู้ป่วยมีการบดเคี้ยวที่รุนแรงกว่าปกติ
9.การใช้เครื่องมือจัดฟันชนิดนอกช่องปาก เช่น headgear เป็นต้น
อาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุต่อใบหน้า
หรือตาจนถึงขั้นตาบอดได้ถ้าใช้โดยขาดความระมัดระวัง
เช่นการที่ผู้ป่วยใส่เครื่องมือนอกช่องปากนั้นใน ขณะเล่นกีฬาที่เป็นการแข่งขัน
จึงห้ามไม่ให้ใส่ในขณะเล่นกีฬาดังกล่าว เพราะอาจทำให้เกิดอันตรายได้
แม้เครื่องมือจะมีระบบความปลอดภัยไว้แล้วก็ตาม
10.โดยมาก การจัดฟันเพื่อแก้ไขการมีฟันซ้อนเก มักจะต้องมีการถอนฟันบางซี่
หรือในการแก้ไขการไม่สมดุลของโครงสร้างขากรรไกรบนและล่าง
อาจต้องอาศัยการผ่าตัดร่วมด้วย
ผู้ป่วยจึงควรสอบถามถึงปัจจัยต่างๆที่อาจเกิดขึ้นจากการได้รับการบำบัดรักษาดังกล่าว
จากทันตแพทย์ผู้ให้การรักษาก่อนการตัดสินใจ
11.รูปร่างของฟันที่ผิดปกติ หรือการเจริญเติบโตที่ผิดปกติของขากรรไกร
อาจจะทำให้ผลการรักษาที่ได้รับถูกจำกัดมากขึ้น เช่น
ในกรณีที่การเจริญเติบโตของขากรรไกรมีความไม่สมดุลกันในระหว่างหรือหลังการรักษา
หรือมีการขึ้นของฟันที่ช้าผิดปกติ อาจทำให้การสบฟันเปลี่ยนไป
ทำให้อาจต้องได้รับการรักษาเพิ่มเติม หรือบางครั้งอาจต้องจัดฟันร่วมกับการผ่าตัด
การที่ผู้ป่วยมีการเจริญเติบโตที่ผิดปกติไม่สมดุลกันหรือมีการสร้างของฟันที่ผิดปกติเหล่านี้
เป็นกระบวนการทางธรรมชาติที่ทันตแพทย์ไม่สามารถควบคุมได้
และการเปลี่ยนแปลงการเจริญเติบโต
ภายหลังจากการจัดฟัน อาจส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของผลการรักษา
12.ระยะเวลาทั้งหมดที่ต้องใช้ในการจัดฟันนั้น อาจไม่สามารถกำหนดได้แน่นอน
การมีการเจริญเติบโตของกระดูกที่น้อยหรือมากกว่าปกติ
การให้ความร่วมมือที่ไม่ดีพอในการใส่เครื่องมือในแต่ละวัน
การไม่รักษาความสะอาดภายในช่องปาก การทำเครื่องมือหลุด และการผิดนัดกับทันตแพทย์
ล้วนมีผลให้ระยะเวลาในการรักษาเพิ่มขึ้น และจะมีผลต่อผลการรักษาที่จะได้รับ
13.เนื่องจากขนาดและรูปร่างของฟัน มีความแตกต่างกันอย่างมาก
บางครั้งเพื่อให้ได้ผลในการจัดฟันที่ดี
(เช่น การปิดช่องว่างระหว่างฟัน) ทันตแพทย์จำเป็นต้องใช้การบูรณะฟันเข้าช่วย
ซึ่งส่วนใหญ่มักได้แก่การอุดฟัน การทำครอบฟันหรือสะพานฟัน และ/หรือการรับการรักษาทางศัลย์ปริทันต์
ผู้ป่วยสามารถสอบถามรายละเอียดได้จากทันตแพทย์ผู้ให้การรักษาดังกล่าว
14.การมีโรคประจำตัวบางอย่างอาจมีผลต่อการจัดฟัน
ผู้ป่วยควรแจ้งแก่ทันตแพทย์ทราบในกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงของสุขภาพเกิดขึ้น
TOP
ชนิดของเครื่องมือจัดฟันมีกี่แบบ อย่างไร
เครื่องมือจัดฟันมี 2 ชนิดคือ แบบถอดได้ และแบบติดแน่น
1. เครื่องมือแบบถอดได้ มักมีลักษณะเป็นพลาสติก
และมีลวดเพื่อยึดกับฟันหรือใช้เคลื่อนฟัน
โดยมากจะใช้อยู่ในวงจำกัดเพื่อเคลื่อนฟันเล็กน้อยบางซี่
หรือใช้ช่วยในการส่งเสริมการเจริญเติบโตของขากรรไกรตามทิศทางที่ต้องการ
เครื่องมือถอดได้บางแบบใช้เพื่อคงตำแหน่งของฟันหลังจัดฟันจนกว่าเหงือกและฟันจะปรับตัวเข้ากับ
ตำแหน่งใหม่เรียกว่า เครื่องมือคงสภาพฟัน หรือ รีเทนเนอร์ (Retainer)
2. เครื่องมือติดแน่น ประกอบด้วยแบร็กเก็ต (Bracket) สำหรับฟันหน้า หรือท่อ (Tube)
สำหรับฟันหลังติดบนผิวฟัน ในฟันหลังอาจใช้เป็นแบนด์ (Band)
ซึ่งมีท่อบัดกรีอยู่สวมบนฟันเพื่อมิให้ท่อหลุดจากผิวฟันได้ง่าย
ฟันที่อยู่ชิดกันจะต้องใช้ยางแยกฟันดันให้หลวมขึ้นเล็กน้อยก่อนใส่แบนด์
TOP
การทำงานของเครื่องมือจัดฟันแบบติดแน่น
ฟันแต่ละซี่ก็เหมือนตู้โบกี้รถไฟ เวลาติดแบร็กเก็ตหรือแบนด์บนฟันแต่ละซี่
ก็เหมือนติดล้อไว้ที่ตู้โบกี้แต่ละตู้ จะได้มีอะไรที่ใช้จับฟันให้เคลื่อนได้
ลักษณะแบร็กเก็ตก็เหมือนล้อรถไฟที่มีร่องตรงกลางให้เลื่อนไปตามรางรถไฟ หรือลวด
เวลาติดแบร็กเก็ตจะติดตรงกลางฟันตรงที่แบร็กแก็ตควรจะอยู่ ดังนั้นถ้าฟันเกมาก
ก็จะเห็นแบร็กเก็ตที่เพิ่งติด ขึ้น ๆ ลง ๆ เป็นงูเลื้อย
ลวดเปรียบเหมือนรางรถไฟแตกต่างที่ตอนแรก จะใช้ลวดนิ่ม ๆ เส้นเล็ก ๆ
ใส่ลงไปตามร่องของแบร็กเก็ต ให้ฟันเรียงกันก่อน ฟันเลื่อนได้จากความสปริงตัวของลวด
อาจใช้ยางสีกลม ๆ คล้อง หรือใช้ลวดเส้นเล็ก ๆ
มัดกันไม่ให้ลวดเลื่อนหลุดออกจากแบร็กเก็ตเวลาฟันเลื่อน
เมื่อฟันเริ่มเรียงตรงกันในแนวบน-ล่าง ก็เริ่มใช้ลวดเส้นใหญ่ขึ้นแข็งขึ้น
จากนั้นก็ใช้ยางที่เป็นลักษณะคล้ายโซ่
ดึงฟันโดยแบร็กเก็ตจะเลื่อนไปตามลวดไปในช่องที่ถอนฟันไว้
เหมือนการเลื่อนตู้รถไฟไปตามรางรถไฟ จะเลื่อนทีละซี่ หรือเลื่อนเป็นกลุ่มฟันก็ได้
การเคลื่อนฟันไปตามลวด จะมีความฝืดของลวดที่เสียดสีแบร็กเก็ตเป็นปัจจัยสำคัญ
บางครั้งจึงใช้ลวดที่ดัดขึ้นพิเศษเพื่อใช้ในการเคลื่อนฟันไปในทิศทางที่ต้องการ
TOP
เครื่องมือจัดฟันสีเหมือนฟัน
เครื่องมือจัดฟันแบบติดแน่นที่มีสีเหมือนฟันเพื่อความสวยงาม ทำด้วยพลาสติก
หรือเซรามิค ทำให้มองเห็นโลหะน้อยลง แต่ยังคงเห็นเส้นลวดที่เป็นโลหะ
ข้อเสียของแบร็กเก็ตพลาสติกคือ ราคาแพงกว่าโลหะ สึกง่าย ส่วนแบบเซรามิค
นอกจากราคาแพงแล้ว จะเปราะ และจะทำให้ฟันสึกหากฟันตรงข้ามสบโดนแบร็กเก็ต
จึงไม่นิยมใช้ในฟันหน้าล่างในผู้ป่วยที่มีการสบลึก
นอกจากนี้หากเป็นแบร็กเก็ตเซรามิคล้วน
จะมีความฝืดสูงระหว่างผิวเซรามิคและลวดเมื่อลวดเลื่อนผ่าน
จึงมีการแก้ไขโดยการทำช่องแบร็กเก็ตที่ใส่ลวดเป็นโลหะ
TOP
ลวดจัดฟัน
ลวดที่นิยมใช้ในการจัดฟัน มี 2 แบบ คือ
1. ลวดสแตนเลส มีความแข็งแรง ไม่บิดงอได้ง่าย สามารถดัดขึ้นรูปได้
และมีความฝืดต่ำในการเคลื่อนผ่านช่องของเครื่องมือ (แบร็กเก็ต)
2. ลวดโลหะผสม เช่น ลวดนิเกิ้ลไทเทเนียม (Nickle-Titanium, NiTi) มีความนิ่ม
โค้งงอได้และกลับคืนรูปได้เหมือนเดิม จึงนิยมใช้ในช่วงแรก ๆ ของการจัดฟัน
ที่ฟันยังเกอยู่มาก
TOP
ยางแยกฟัน
ยางแยกฟัน (Separator) ใช้ในการเตรียมฟันเพื่อใส่เครื่องมือจัดฟันแบบติดแน่น
โดยยางจะค่อย ๆ ดันฟันหลังซึ่งปกติจะอยู่ชิดกันแน่นให้หลวมขึ้น
เพื่อเป็นที่อยู่ของแหวนจัดฟันหรือแบนด์ (Band) เมื่อเริ่มใส่ยางแยกฟัน
จะรู้สึกแน่น ๆ เหมือนมีเศษอาหารติด
เวลากัดฟันอาจรู้สึกว่ากัดโดนยางเพราะส่วนหนึ่งของยางแยกฟันอยู่บนด้านสบฟัน
ถ้ามีอาการปวดหรือแน่นมาก สามารถ ทานยาแก้ปวด เช่น Paracetamol ได้
และการเคี้ยวอาหาร (ที่ไม่เหนียว) ในช่วงแรก ๆ
จะกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิตที่ปลายรากฟัน ช่วยบรรเทาอาการแน่นหรือปวดได้
อาการปวดจะบรรเทาลง ใน 2-3 วัน ควรเลี่ยงอาหารเหนียวที่จะติดและดึงยางแยกฟันออก
และเลี่ยงการใช้ไหมขัดฟันบริเวณนี้ชั่วคราวเพราะยางจะหลุดได้
หากยางแยกฟันหลุดเกินกว่า 3 วันก่อนวันนัดติดแบนด์
ควรติดต่อทันตแพทย์เพื่อใส่ยางให้ใหม่
TOP
เครื่องมือขยายขากรรไกรบน
เครื่องมือขยายขากรรไกรบน (Palatal Expander)
ใช้สำหรับขยายขากรรไกรบนที่แคบให้กว้างขึ้น เพื่อให้สัมพันธ์กับขนาดขากรรไกรล่าง
และมีเนื้อที่สำหรับเรียงฟันที่ซ้อนเก
เครื่องมืออาจเป็นแบบติดแน่นหรือแบบถอดได้ที่มีเครื่องมือขยายขากรรไกรอยู่ที่กลางเพดานปาก
ทันตแพทย์จะแนะนำวิธีไขสกรูที่เครื่องมือเพื่อให้เครื่องมือขยายออก และจำนวนที่ไข
เช่นกี่วันต่อครั้ง ผู้ป่วยควรไขสกรูตามที่ทันตแพทย์แนะนำอย่างเคร่งครัด
หากลืมไขสกรู ห้ามไขเพิ่มจำนวนย้อนหลัง
เพราะการไขสกรูถี่เกินไป อาจเกิดผลเสียได้ และหยุดไขเมื่อครบจำนวน
การจดบันทึกการไขสกรูไว้หรือทำเครื่องหมายบนปฏิทินว่าได้ไขสกรูแล้ว
จะช่วยเตือนความจำได้ดี
เมื่อเริ่มไขสกรูแรก ๆ อาจมีอาการแน่นบริเวณขากรรไกรบน และจมูก
ต่อไปเมื่อขากรรไกรขยายออก อาจจะมีช่องเปิดตรงกลางระหว่างฟันหน้าบน
ซึ่งช่องนี้จะค่อย ๆ ปิดเองใน 2-3 เดือน
ผู้ป่วยควรรักษาความสะอาดของเครื่องมือด้วยการบ้วนปากหรือแปรงฟันหลังอาหารทุกครั้งเพื่อกำจัดเศษอาหาร
หากเป็นเครื่องมือถอดได้ควรถอดเครื่องมืออกมาทำความสะอาดทุกครั้งหลังอาหาร
TOP
หนังยางดึงฟัน
การเลื่อนฟันบางตำแหน่งในการจัดฟัน ต้องอาศัยความร่วมมือของผู้ป่วยเป็นสิ่งสำคัญ
โดยการใส่หนังยางดึงฟัน (Elastic)
ตามที่ทันตแพทย์แนะนำอย่างเคร่งครัดจะทำให้ฟันเลื่อนเข้าที่ได้รวดเร็ว
ทันตแพทย์จะแนะนำวิธีใส่หนังยาง ทิศทางและตำแหน่งของหนังยาง
รวมทั้งระยะเวลาในการใส่ เช่น ใส่ตลอดเวลา หรือ ใส่เฉพาะบางเวลา
ผู้ป่วยควรเปลี่ยนหนังยางทุก 12 - 24 ชั่วโมงหลังใส่ เพราะยางจะล้า หมดแรงดึง
ควรใส่หนังยางคืนทันทีหลังทานอาหารและหลังทำความสะอาดฟัน การใส่หนังยางไม่สม่ำเสมอ
ฟันจะเลื่อนไปแล้วเลื่อนกลับ ถ้าตะขอที่เกี่ยวหนังยางบิด หรือหัก
ให้รีบติดต่อทันตแพทย์ทันที ฟันที่เกี่ยวหนังยางอาจมีอาการเจ็บ ๆ หรือ โยกเล็กน้อย
หลังใส่หนังยางเป็นเวลานาน ซึ่งเป็นปกติ ไม่ต้องกังวล ถ้ามีอาการมากผิดปกติ
ให้ติอต่อทันตแพทย์
TOP
Headgear
Headgear เป็นเครื่องมือพิเศษที่ช่วยในการจัดฟัน โดยใช้ดันฟันบนไปข้างหลัง
หรือใช้เสริมฟันหลัก ใส่ Headgear ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ หรืออย่างน้อยวันละ
12-14 ชั่วโมง รวมทั้งเวลานอน ไม่มีการใส่ที่มากเกินไป โดยทั่วไปไม่ควรใส่ Headgear
เมื่ออยู่นอกบ้านเพราะเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุได้ ไม่ใส่ headgear ขณะวิ่ง
หรือเล่นกีฬา ระวังไม่ให้ผู้อื่นดึง Headgear ขณะที่ใส่อยู่
การถอดใส่ Headgear ควรทำอย่างระมัดระวัง
เพราะอาจทำให้เครื่องมือจัดฟันในปากหลุดหลวม หรือตะขอของ Headgear ทิ่มปาก หน้า
หรือตาได้ หากเครื่องมือที่ Headgear เกี่ยวอยู่หลุดหรือหลวม ให้หยุดใช้ Headgear
แล้วติดต่อทันตแพทย์ทันที Headgear ชนิดที่ดึงด้วยหนังยาง ให้เปลี่ยนยางทุก ๆ 3-4
วัน ฟันที่ Headgear เกี่ยว อาจมีอาการเจ็บ ๆ เล็กน้อยหลังใส่ Headgear
เป็นเวลาหลายชั่วโมง ซึ่งเป็นปกติ แสดงว่าฟันเริ่มเคลื่อนที่ พยายามใส่ Headgear
สม่ำเสมอต่อไป
TOP
รีเทนเนอร์
การคงความเรียบสวยของฟันทำได้ด้วยใส่เครื่องมือคงสภาพฟันหรือรีเทนเนอร์ (Retainer)
ฟันที่เคลื่อนไปสู่ตำแหน่งใหม่จะเลื่อนคืนได้ง่ายเมื่อถอดเครื่องมือจัดฟันใหม่ ๆ
เพราะสภาพกระดูกและเหงือกหุ้มฟันต้องใช้เวลาในการปรับสภาพเข้ากับตำแหน่งใหม่
ดังนั้นหลังถอดเครื่องมือจัดฟันใหม่ ๆ ควรใส่ Retainer ตลอดเวลา
ยกเว้นเวลาทานอาหารหรือแปรงฟัน หรือตามทันตแพทย์แนะนำ
หลังจากที่เหงือกปรับสภาพกับตำแหน่งฟันใหม่แล้ว ซึ่งระยะเวลาจะแตกต่างกันในแต่ละคน
ทันตแพทย์จะแนะนำวิธีค่อย ๆ ลดเวลาใส่ Retainer อย่าลดเวลาใส่เองเป็นอันขาด การใส่
Retainer ไม่สม่ำเสมอ จะทำให้ฟันเลื่อนกลับและ Retainer แน่นเมื่อใส่
หากฟันเลื่อนกลับไปมาก จะใส่ Retainer ไม่ลงที่ ต้องทำ Retainer ใหม่
หรือจัดฟันใหม่
เมื่อใส่แรก ๆ จะมีน้ำลายออกมาก และพูดไม่ถนัด เป็นอาการปกติและ
จะดีขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อใส่สม่ำเสมอ
ไม่เล่น Retainer ในปาก หรือดัน Retainer ให้หลุดด้วยลิ้น เพราะจะทำให้ Retainer
หลวม เมื่อถอด Retainer ออก ต้องใส่ในกล่องที่เตรียมไว้ทันที
ห้ามห่อด้วยกระดาษโดยเด็ดขาด เพราะจะสูญหายได้ เขียนชื่อและเบอร์โทรติดต่อ
กรณีมีผู้เก็บ Retainer ที่หายไปได้
การทำความสะอาด Retainer ใช้แปรงสีฟันธรรมดาแปรงด้วยยาสีฟันเบา ๆ
หรือใช้ยาเม็ดฟู่สำหรับทำความสะอาดฟันปลอมแช่ไว้ขณะทานอาหารที่บ้าน ไม่วาง Retainer
ไว้ในที่ที่สัตว์เลี้ยง หรือเด็กเล็กหยิบถึง ถ้า Retainer หายหรือชำรุด
แจ้งทันตแพทย์ทันที
TOP
ฟันเคลื่อนได้อย่างไร
เมื่อมีแรงกดที่ฟัน กระดูกบริเวณรากฟันด้านที่ถูกกดจะเกิดการละลายตัว
ทำให้ฟันเคลื่อนที่ไปในทิศทางนั้น
ส่วนกระดูกด้านตรงข้ามจะเกิดการสร้างเสริมกระดูกใหม่
ขบวนการละลายตัวและเสริมสร้างใหม่ของกระดูกนั้น เป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป
ฟันที่กำลังเคลื่อนอาจมีอาการโยกเล็กน้อยมากกว่าฟันที่อยู่นิ่ง
ไม่ถือว่าเป็นพยาธิสภาพ
TOP
อาการเจ็บจากการจัดฟัน
อาการเจ็บฟันหลังจากปรับเครื่องมือจัดฟันใหม่ ๆ เกิดจากการที่หลอดเลือดถูกกด
จากแรงที่ดันฟันซึ่งเป็นการเริ่มต้นของขบวนการทางชีวภาพที่ทำให้ฟันเคลื่อนไปได้
อาการเจ็บนี้จะบรรเทาลงใน 3-5 วัน ผู้ป่วยสามารถทานยาแก้ปวด เช่น paracetamol
เพื่อบรรเทาอาการปวดได้ นอกจากนี้ การเคี้ยวอาหาร (ที่ไม่แข็งเหนียว
ที่อาจทำให้เครื่องมือหลุด) ในช่วง 8 ชั่วโมงแรกหลังจากการปรับเครื่องมือ
จะเป็นขยับฟันบริเวณที่แรงกด และเป็นการกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตรอบรากฟัน
จะช่วยบรรเทาอาการปวดได้
TOP
การจัดฟันร่วมกับการผ่าตัดขากรรไกร
การสบฟันที่ผิดปกติอาจมีสาเหตุร่วมจากความผิดปกติของขากรรไกร
เช่นตำแหน่งหรือขนาดของขากรรไกรบนและล่างไม่สัมพันธ์กัน
หากพบความผิดปกติของขากรรไกรในระยะเด็ก
อาจให้การแก้ไขด้วยเครื่องมือที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของขากรรไกรได้ (Dentofacial
Orthopedics) (ดูหัวข้อเครื่องมือที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของขากรรไกร)
ในผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของขากรรไกรมาก
จะทำให้ฟันสบไม่เข้าที่และรูปหน้าดูไม่สมส่วน
จะแก้ไขด้วยการจัดฟันร่วมกับการผ่าตัดขากรรไกร (Orthognathic Surgery)
การผ่าตัดมักจะทำเมื่อผู้ป่วยหยุดการเจริญเติบโตแล้ว โดยอาจผ่าตัดที่ขากรรไกรเดียว
หรือทั้งสองขากรรไกร และอาจผ่าตัดเสริมที่คางได้ด้วย
TOP
ขั้นตอนในการจัดฟันร่วมกับการผ่าตัดขากรรไกร
เริ่มจากตรวจการสบฟัน พิมพ์ปาก และเอ็กซ์เรย์เหมือนการจัดฟันทั่วไป
แต่เมื่อทันตแพทย์ผู้ให้การรักษาทางทันตกรรมวินิจฉัยว่าความผิดปกติมีสาเหตุมาจากกระดูกขากรรไกร
ทันตแพทย์จะแนะนำทางเลือกที่เป็นการจัดฟันร่วมกับการผ่าตัดขากรรไกร
หากผู้ป่วยสนใจแผนการรักษาร่วมกับการผ่าตัด
ควรนัดปรึกษากับทันตแพทย์ผู้ที่จะทำการผ่าตัด (Oral Surgeon) เพื่อวางแผนการรักษา
ประเมินค่าใช้จ่าย ตลอดจนซักถามข้อสงสัยต่าง ๆ
เพื่อเป็นข้อมูลในการตัดสินในการเลือกแผนการรักษา
การักษาด้วยการจัดฟันร่วมกับการผ่าตัดขากรรไกรประกอบด้วย 3 ส่วนดังนี้คือ
1. การจัดฟันก่อนการผ่าตัด (Presurgical Orthodontics) มักใช้เวลาประมาณ 1 - 2 ปี
และอาจต้องมีการถอนฟันร่วมด้วย หากฟันซ้อนเกมาก
การจัดฟันก่อนผ่าตัดจะใช้เครื่องมือจัดฟันแบบติดแน่นเคลื่อนฟันในแต่ละขากรรไกร
ไปในตำแหน่งที่สัมพันธ์กับขากรรไกรนั้น ๆ เนื่องจากการสบฟันที่ผิดปกตินั้น
ฟันจะล้มเอนตามธรรมชาติไปในแนวที่ปิดบังความผิดปกติของขากรรไกร
ดังนั้นการแก้การล้มเอนตามธรรมชาติและจัดเรียงฟันให้ได้ตำแหน่งที่ถูกต้องบนแต่ละขากรรไกรก่อนการผ่าตัด
มักจะทำให้การสบฟันก่อนผ่าตัดรวมทั้งใบหน้าดูแย่ลงชั่วคราว
ทันตแพทย์จะตรวจเช็คว่าฟันบนล่าง
จะสัมพันธ์กันหรือไม่
โดยการให้ผู้ป่วยเลื่อนขากรรไกรล่างออกมาข้างหน้าในกรณีที่ขากรรไกรล่างเล็กกว่าบน
หรือตรวจด้วยการพิมพ์ปากเพื่อเช็คตำแหน่งฟันโดยละเอียดนอกปาก
2. การผ่าตัด (Orthognathic Surgery) เมื่อพร้อมที่จะทำการผ่าตัด
ทันตแพทย์จะพิมพ์ปากและเอ็กซ์เรย์อีกครั้งเพื่อจำลองการผ่าตัดในแบบฟันและเตรียมทำเฝือกสบฟันสำหรับใช้ในห้องผ่าตัด
ผู้ป่วยจะได้รับคำแนะนำในการเตรียมตัวก่อนและหลังการผ่าตัดจากทันตแพทย์ผู้ทำการผ่าตัด
การผ่าตัดจะทำในโรงพยาบาล และผู้ป่วยมักจะต้องพักฟื้น 1-3 วันในโรงพยาบาล
และพักต่อที่บ้านอีกประมาณ 2-4 สัปดาห์แล้วแต่ทันตแพทย์แนะนำ
3. การจัดฟันหลังการผ่าตัด (Postsurgical Orthodontics)
เป็นการจัดฟันในรายละเอียดเพื่อให้การสบฟันสมบูรณ์ยิ่งขึ้น
โดยมากจะใช้หนังยางดึงฟันร่วมด้วย และมักจะใช้เวลาประมาณ 6 เดือน
TOP
กฏกติกามารยาท : ข้อความใน Webboard นี้เป็นการแสดงความคิดเห็นส่วนตัว
กรุณาตั้งคำถามที่สร้างสรรค์ และใช้ถ้อยคำที่สุภาพ ถ้าพบข้อความไม่เหมาะสม